Author Archive

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา

ภูมิแพ้ขึ้นตา

จักษุแพทย์โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) แนะหากมีอาการคันตา เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล ขี้ตาเหนียว เยื่อบุตาแดง ควรรีบพบจักษุแพทย์ เพราะอาจเกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นตาได้

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ภูมิแพ้ขึ้นตา เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความรำคาญระคายเคืองและเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อของดวงตาอันนำไปสู่การเกิดโรคตาอื่น ๆ ตามมา ยิ่งในสภาวะปัจจุบันสภาพอากาศเต็มไปด้วยหมอกควันและฝุ่นที่มากขึ้น ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นตาได้มาก พบได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ปัญหาโรคภูมิแพ้ทางตาอาจไม่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อการมองเห็น แต่มักเป็นปัญหาเรื้อรัง และเกิดผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก ทั้งนี้หากมีอาการคันตา เคืองตา แสบตา น้ำตาไหล ขี้ตาเหนียว เยื่อบุตาแดง เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา ผิวหนังเปลือกตาอักเสบ ควรพบจักษุแพทย์ทันที

แพทย์หญิงสายจินต์ อิสีประดิฐ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวเพิ่มเติมว่าโรคภูมิแพ้ขึ้นตาเกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่แพ้ โดยการอักเสบจะเกิดที่บริเวณเยื่อบุตาขาวเป็นหลัก สามารถเกิดจากหลายสาเหตุ ได้แก่ อาการภูมิแพ้ที่เกิดตามฤดูกาล มักเกิดจากละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้า ซึ่งจะมีอาการตามฤดูกาลของสารกระตุ้นที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ขึ้นตา ดังนั้นการรักษาและการใช้ยาจะเป็นแค่ช่วงที่มีอาการเท่านั้น สาเหตุอื่น ได้แก่ ไรฝุ่น อาหาร สารเคมี ขนสัตว์ เครื่องสำอาง ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์เป็นระยะเวลานาน หรือทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ไม่ถูกต้องหรืออาจแพ้สารเคมีในน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์ สำหรับการรักษาผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ขึ้นตาต้องได้รับการรักษาแบบองค์รวม คือให้ยาหยอดตาและอาจมียารับประทานร่วมด้วย แนะนำเกี่ยวกับการค้นหาสารภูมิแพ้และปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมจะช่วยทำให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ เช่น ฝุ่นหรือละอองเกสรดอกไม้ นอกจากนี้ควรใส่แว่นกันลมที่ปิดด้านหน้าและด้านข้างเพื่อป้องกันดวงตาไม่ให้โดนสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ ล้างมือ อาบน้ำ และเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อกลับเข้าที่พัก ไม่ใช้พรมในบ้าน เพราะพรมจะกักเก็บฝุ่นไว้ในปริมาณมาก ควรเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เลี้ยงที่มีขน เช่น แมว สุนัข และหลีกเลี่ยงการขยี้ตาเพราะจะทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงมากขึ้น

ขอขอบคุณ กรมการแพทย์
http://www.dms.moph.go.th/dms2559/

อย่าให้อารมณ์ อยู่เหนืออาหาร

อารมณ์ อาหาร

“ใครจะรู้เท่าตัวเรา” เคยถามตัวเองไหมว่า อาหารที่เรากินอยู่ทุกวันนี้เรากินเพราะหิว หรือกินเพราะอยาก ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็เจอร้านสวย ๆ เก๋ ๆ อาหารหน้าตาหน้ากินไปเสียหมด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ผิดอะไร หากเราจะกินสักครั้ง แต่ถ้ากินบ่อย กินประจำจนชิน ก็คงนึกภาพไม่ออกว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้าตัวเราจะอ้วนขนาดไหน หรือมีโรคอะไรตามมา และหากเราไม่เริ่มจัดการกับอารมณ์อยากของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ร่างกายในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้นำองค์ความรู้หลัก 3 อ. คือ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ มาใช้กับคนทุกช่วงวัย เพื่อให้คนไทยกินอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มการออกกำลังกาย และใช้อารมณ์ในการเอาชนะตนเองเพื่อสุขภาพที่ดี โดยกิจกรรมล่าสุดที่ผ่านมา คือ การต่อยอดจากแคมเปญลดพุงลดโรค ในภารกิจ “ท้า คุณ เปลี่ยน” ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาดูแลผู้ร่วมแข่งขัน ทั้งการกินอาหาร การออกกำลังกาย และการเรียนรู้ปรับใช้ในอารมณ์ของตนเองให้ถูกต้องเหมาะสมกับการมีสุขภาพที่ดี

ด้านอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และที่ปรึกษาด้านโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในโค้ชผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร บอกว่า นอกจากการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง และการออกกำลังกายที่เพียงพอแล้ว “อารมณ์” ก็เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการขับเคลื่อนให้เรามีกำลังใจในการออกกำลังกาย ลดความอยากอาหารที่นอกเหนือจากมื้อหลัก และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสุขภาพดี แค่ลองเปลี่ยนมุมมองความคิด เช่น “วันนี้ฝนตกไม่มีอารมณ์ไปออกกำลังกาย กับวันนี้ฝนตกออกกำลังกายที่บ้านก็ได้ไม่เป็นไร” หรือ “กินข้าวอิ่มแล้ว ก็คือรู้ว่าอิ่ม ไม่ใช่อยากกินไปหมด เห็นอะไรก็อยากไปหมด” การตัดสินใจนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับอารมณ์เป็นตัวตั้ง หากทุกคนมีความตั้งใจที่จะลดน้ำหนัก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต้องรู้จักวิธีการปรับอารมณ์ตนเองด้วย ต้องมีความตั้งใจและมุ่งมั่น จริงจัง อดทน พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ได้ ที่สำคัญเวลาที่รู้สึกเครียดต้องหาทางผ่อนคลาย อย่าหาทางออกด้วยการกิน เพราะยิ่งทำเช่นนี้ก็ยิ่งเพิ่มรอบพุงให้กับเราได้ง่ายมากขึ้น

อาจารย์สง่า อธิบายต่อว่า มีหลายคนพยายามหาตัวช่วยมาลดน้ำหนัก โดยมองข้ามเรื่องเล็ก ๆ ไป นั่นคือ กำลังใจจากตัวเราและคนรอบข้าง ทั้ง พ่อ แม่ หรือลูก สิ่งเหล่านี้เป็นพลังงานบวกที่จะช่วยให้เราลดอารมณ์ ขี้เกียจ ลดการหาข้ออ้างในการไม่อยากออกกำลังกายลงได้ หรืออีกหนึ่งมุมมองคือ การมีสุขภาพที่ดีนั้น เมื่อเราแก่ตัวไปจะไม่ตกเป็นภาระของลูกหลาน ต้องแข็งแรงเพื่อดูแลลูกหลาน และต้องเปลี่ยนชีวิตที่เหลือไม่ให้เป็นวันที่สูญเปล่า การซื่อสัตย์กับตัวเองเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เรามีเป้าหมายชัดเจน เพราะการมีสุขภาพที่ดีต้องไม่ฝืน ไม่กดดันตัวเอง ทำเท่าที่เราทำไหว เริ่มจากเปลี่ยนจากเดินเป็นเดินเร็ว จากเดินเร็วเป็นการวิ่ง เท่านี้ก็ทำให้เรามีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้นแล้ว

ลองเช็คสักนิด ทำไมเราถึงอ้วน ..

1.มีพฤติกรรมชอบรับประทานอาหาร จำพวก แป้ง ไขมัน น้ำตาล ของหวาน

2.พันธุกรรม หากพ่อแม่อ้วน ลูกก็จะมีโอกาสอ้วน

3.เกิดจากความผิดปกติของการทำงานจากต่อมไร้ท่อ ทำให้ต่อมไร้ท่อหลั่งฮอร์โมนบางชนิดผิดไป

4.ความผิดปกของสมองส่วนไฮโปทามัส ที่ทำให้การควบคุมการกินอาหารผิดปกติ

5.การกินยาบางชนิดที่ทำให้เกิดการอยากอาหารมากขึ้น

6.ความเครียด ที่ทำให้รู้สึกอยากรับประทานอาหารบ่อยขึ้น ทั้งของหวาน หรือขนมต่าง ๆ

หากมีพฤตกรรมเหล่านี้ ก็จะทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้มากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยได้มีดังนี้

1.ลดอาหารขยะ (Junk Food) เช่น น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว อาหารทอด และอาหารจานด่วน เพราะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย แต่มีแคลอรี่สูง ควรรับประทานอาหารประเภทผัก ธัญพืช และผลไม้แทน

2.รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้า เป็นมื้อสำคัญที่จะสร้างพลังงานและสารอาหารให้เรามีแรงทำงานในแต่ละวัน และที่สำคัญจะช่วยลดการกินจุบจิบของขนมที่มีทั้งโซเดียม ไขมัน และน้ำตาลสูง ลงได้

3.ไม่ควรรับประทานอาหารไปพร้อมกับการทำกิจกรรมอย่างอื่น เช่น ดูโทรทัศน์ คุยโทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือ เพราะจะทำให้เรากินมากกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว

4.เคี้ยวอาหารให้ช้าขึ้น อย่างน้อยให้ได้ 10 ครั้ง ต่อหนึ่งคำ เพราะถ้าเคี้ยวเร็ว เราจะกินได้มากขึ้น

5.งดขนมหวาน เครื่องดื่มน้ำอัดลมตอนกลางคืน เพราะร่างกายจะไม่เผาผลาญทำให้เกิดไขมันส่วนเกินได้

6.รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ เพื่อสร้างกากใยช่วยในการขับถ่าย เพิ่มวิตามิน เกลือแร่ สารอาหารที่สำคัญให้แก่ร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้

7.เลือกอาหารที่มาจากธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป เช่น ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ถั่ว

8.ดื่มน้ำผักผลไม้ที่คั้นสด งดเครื่องดื่มแอลกอฮออล์

9.ดื่มน้ำเปล่าและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะจะช่วยให้มีน้ำหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายได้

ขอขอบคุณ สสส.
เขียนโดย ชมนภัส วังอินทร์ team content www.thaihealth.or.th

แนวทางการรักษา “หลอดเลือดขอด”

เส้นเลือดขอด หลอดเลือดขอด

หลอดเลือดขอด รักษาอย่างไร?

หลอดเลือดขอด พบในคนวัยกลางคนขึ้นไป พบในหญิงมากกว่าชาย 3 เท่า ปัจจัยความเสี่ยงเกิดจากพฤติกรรมการประกอบกิจวัตรประจำวัน และการประกอบอาชีพ ตั้งแต่วัยหนุ่มสาว การปรับพฤติกรรมในวัยทำงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันหลอดเลือดขอด

ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดขอด มีดังนี้

1. ผิวหนังบริเวณหลอดเลือดขอดแตกกลายเป็นแผลเรื้อรัง เนื่องจากเลือดมาเลี้ยงผิวหนังน้อยลง และเกิดการอักเสบของหลอดเลือดดำ

2. เลือดออกง่ายกว่าปกติ เมื่อได้รับบาดเจ็บ แม้เป็นการบาดเจ็บที่ไม่รุนแรง

แนวทางการรักษา “หลอดเลือดขอด”

1. สวมใส่ถุงน่องป้องกันหลอดเลือดขอด ซึ่งต้องสวมยาวจากเท้าถึงโคนขา ถุงน่องที่ดีจะมีแรงดัน 20-30 มม.ปรอท ควรสวมใส่ถุงน่องเมื่อยืนหรือนั่งนานๆ

2. ยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ วันละ 3-4 ครั้งๆ ละ 10-15 นาที

3. การฉีดยาเข้าหลอดเลือดขอด ทำให้หลอดเลือดฝ่อหรือยุบตัว ซึ่งเหมาะสำหรับคนไข้ที่เป็นหลอดเลือดขอดขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 มม. ซึ่งอาจต้องฉีดซ้ำเป็นระยะ

4. การรักษาด้วยเลเซอร์ ซึ่งมีหลายเทคนิค ขึ้นกับขนาดของหลอดเลือดขอดว่าเล็กหรือใหญ่ เลเซอร์จะทำลายหลอดเลือดขอด

5. การผ่าตัด ใช้สำหรับคนไข้ที่เป็นหลอดเลือดขอดขนาดใหญ่ การผ่าตัดเพื่อเลาะเอาหลอดเลือดขอดออก

ป้องกันตัวเองอย่างไร ไม่ให้เป็นหลอดเลือดขอด
1. ควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้อ้วน โดยการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย

2. ไม่ใส่กางเกงที่รัดเอว เชิงกราน หรือขา ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ

3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การปฏิบัติกิจวัตรหรือการงานที่ต้องยืนหรือนั่งติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ถ้าจะให้ดีควรลุกขึ้นเดินทุกชั่วโมง

4. หาโอกาสยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ เช่น นอนหนุนขาบนหมอน หรือเวลาพัก ยกขาพาดเก้าอี้เป็นครั้งคราว ดีกว่านั่งห้อยเท้าตลอดเวลา

5. การออกกำลังกายแบบแอโรบิก เพื่อสร้างความแข็งแรงแก่ระบบหัวใจและหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปสู่ทุกส่วนของร่างกาย

6. การบริหาร โดยการเคลื่อนไหวเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อ ให้มีแรงดันจากหลอดเลือดดำกลับเข้าสู่หัวใจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การบริหารนี้ สามารถทำได้ตลอดเวลา แม้แต่ในขณะปฏิบัติกิจวัตรและทำงาน

ขอขอบคุณ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.doctor.or.th/

เสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงิน.. ยอมสูญเสียเงินตราเพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ

ข้าว , ข้าวกล้อง , ข้าวผสม , เอเชีย , สีน้ำตาล , มีสุขภาพดี

หลายท่านคงเคยอ่าน เคยได้ยิน คำสอนขององค์ดาไลลามะ ที่มีคนถามท่านว่า อะไรเป็นเรื่องที่ท่านรู้สึกแปลกใจมากที่สุดเกี่ยวกับมนุษยชาติ ท่านตอบว่า…

“มนุษย์เรานี้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา
แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตรา เพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ
แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคต จนไม่มีความรื่นรมย์กับปัจจุบัน
ผลที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็คือ เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งอยู่กับอนาคต
เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย
และแล้วเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง”

ข้าวกล้องมีสารเส้นใยสูงมากกว่าข้าวขาว 3-7 เท่า สารเส้นใยยังทำให้คนกินข้าวกล้องอิ่มนาน ไม่อยากกิน จุบจิบ ใช้เวลาในการถูกย่อยนาน ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ รวมถึงมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ มากกว่าแป้งที่ผ่านการขัดขาวและถูกแปรรูป

ต่อฉบับหน้าค่ะ

เอนไซม์ พระเอกในการกำจัดสารพิษ

ผลไม้สด

“กินเป็น…
ต้องรู้ว่ากินเพื่ออะไร
ไม่ใช่แค่กินอะไรก็ได้
แต่ต้องรู้ว่า กินแล้ว…ร่างกายจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร”

เอนไซม์ เปรียบเสมือนกับสิ่งที่เป็นตัวจุดประกายของชีวิต
ในร่างกาย ถ้าเราไม่มีเอนไซม์ ร่างกายก็จะไม่สามารถย่อยอาหาร
และดูดซึมสารอาหารเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

เอนไซม์ พระเอกในการกำจัดสารพิษ โดยปกติการขับสารพิษออกจากร่างกาย เรามักเข้าใจว่าอวัยวะที่
ทำหน้าที่หลักคือ ไต ลำไส้ใหญ่ ปอด และผิวหนัง ร่างกายของเรารับมลพิษทั้งจากการหายใจ ยา สารตกค้างยา
ฆ่าแมลงในอาหาร ผลไม้ ผัก เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา พยาธิต่างๆ ที่เรากินเข้าไปทุกวัน วันละหลายๆ มื้อ ซึ่งเอนไซม์
จะดูดซับอนุมูลอิสระก่อนที่อนุมูลอิสระจะทำร้ายร่างกาย เอนไซม์จะลดอันตรายของสารพิษ

กินเอนไซม์ เริ่มต้นง่ายๆ จากการกินผักผลไม้สด
ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับเอนไซม์ต่างๆ โดยเอนไซม์เหล่านี้
จะไปช่วยให้การทำงานของเอนไซม์ที่มีอยู่แล้วในร่างกาย
ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้สุขภาพ
ร่างกายของเราดีขึ้นด้วย เพราะเอนไซม์ที่ถูกผลิตขึ้นในร่างกาย
ของแต่ละคนนั้นมีอยู่อย่างจำกัด เปรียบเสมือนเงินฝากใน
ธนาคาร ถ้าใช้อย่างฟุ่มเฟือย เงินในธนาคารก็หมดเร็ว เพราะ
คนทั่วไปเบิกเอนไซม์ของตัวเองมาใช้อย่างฟุ่มเฟือยและไม่ค่อยหา
กลับมาคืน การกินอาหารสด นอกจากจะประหยัดเอนไซม์ที่ร่างกาย
ผลิตเองให้ใช้ได้นานมากขึ้นแล้ว การเพิ่มเอนไซม์จากภายนอกมา
ใช้แทนจะช่วยให้ร่างกายมีความสมดุลและสุขภาพที่ดี

ขั้นตอนการดูแล ระบบเบรกของรถยนต์

รถยนต์ เบรกของรถยนต์

เบรกคือสิ่งที่จะช่วยลดความแรงของรถยนต์ ลดแรงกระแทกและเพิ่มความมั่นใจให้กับการขับขี่บนถนน การตรวจเช็คระบบเบรกเป็นประจำและสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญและไม่ควรละเลย

น้ำมันเบรกมีอายุการใช้งานไม่เกิน 40,000 กิโลเมตร หากรถวิ่งได้ระยะทางมากกว่านี้ควรถ่ายน้ำมันเบรกเก่าที่อยู่ในกระปุกออกและเติมน้ำมันเบรกใหม่ลงไป
การเติมน้ำมันเบรกควรเติมให้อยู่ในระดับ MAX เสมอเพราะการเติมน้ำมันเบรกมากเกินไปเมื่อถึงเวลาที่รถวิ่งน้ำมันเบรกจะกระเด็นออกมากัดกร่อนสีของตัวถัง
ดังนั้นหลังจากเติมน้ำมันเบรกควรเช็คฝากระปุกให้สะอาดและปิดให้เรียบร้อยทุกครั้ง ระยะเวลาในการตรวจเช็คน้ำมันเบรกคือควรทำเป็นประจำทุกวันหากคุณต้องใช้งานรถทุกวัน
เนื่องจากการขับรถในแต่ละครั้งน้ำมันเบรกก็จะลดลงคุณจึงต้องหมั่นตรวจเช็คเพื่อความปลอดภัย

ให้ทุกท่านขับขี่ปลอดภัย
แป๊ะยิ้ม PeYim ทีม

ขอขอบคุณ Lisa

ออกกำลังกาย 10 นาทีขึ้น ช่วยละลายไขมัน ได้จริงหรือ?

วิ่ง ออกกำลังกาย ออกกำลัง

การออกกำลังกายแบบที่ทำให้ “หัวใจเต้น” และควรใช้เวลาอย่างน้อย 30-45นาที
ระยะเวลาช่วง ที่ร่างกายจะสามารถเผาผลาญไปที่ ไขมันได้ เร็วนั้น…คือช่วงที่ ท้องว่าง…เป็นระยะนานมากกว่า 14 – 16ชั่วโมง และ การออกกำลังกายที่ได้ผลดีที่สุดคือ ท้องว่างนานถึง 19 ชั่วโมงค่ะ (ความรู้นี้มาจาก หนังสือ Fast5 diet)

มีหลายๆกรณีมากๆ ที่ คุณอาจจะไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเลยด้วยซ้ำ แต่แค่ทำให้ ท้องว่างไม่ทานอะไรเป็นระยะเวลานานถึง 19 ชั่วโมง (รวมระยะเวลานอนด้วยนะคะ)

แต่หากคุณเลือกที่จะ “ทานอาหารปกติ” และ “เลือกที่จะออกกำลังกาย” คุณก็ควรที่จะเข้าใจด้วยว่า อาหารประเภทไหนที่ ทานเข้าไปแล้วกระบวนการในร่างกาย นำไปเปลี่ยนเป็น ไขมันและสะสมเก็บเอาไว้ เช่น คาร์โบไฮเดรต ที่เป็น Single (sugar) , Complex ( vegetables etc.)

การออกกำลังกาย แบบ แอโรบิค ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เป็นระยะเวลา 30 นาทีนั้น…จากสารคดีที่เราได้ดูที่เยอรมันนะคะ ร่างกายจะเริ่มเผาผลาญ กลูโคส และต่อไปที่ Glycogen จากนั้นจึงจะไปที่ ไขมัน… ตามสเต็ปนี้ ส่วนมากจะใช้เวลา…นานถึง 25นาที….และ นาทีที่ 26 เป็นต้นไปจึงจะเริ่มเผาผลาญที่ไขมัน ..การออกกำลังกายแค่ สามสิบนาที และหวังผลที่จะเผาผลาญไขมัน เราอยากจะแนะนำว่า ให้ พยายามนะคะ พยายามเพิ่มเวลา จาก 30 นาที เป็น 45 นาที และเป็น 50 นาที และหากตั้งใจจริงๆ 1 ชั่วโมงค่ะ (หากค่อยพยายามทำให้ได้ ..อาจจะต้องใช้เวลา แต่อยากจะบอกว่า เห็นผลแน่นอนค่ะ)

สิ่งที่สำคัญอีกอันที่อยากบอก…คือ ณ เวลาที่เราจบการออกกำลังกายแล้ว ….ร่างกายไม่ได้ “หยุดที่จะเผาผลาญไขมันนะคะ” ช่วงเวลาที่เราหยุดการออกกำลังกายแล้วนั้น ควรอย่างยิ่งที่จะ “ยังไม่ทานอะไรเลย เป็นระยะเวลา 25-30นาทีค่ะ” เพราะ….ร่างกายจะได้เผาผลาญไขมันต่อไป ที่เยอรมันเค้าเรียกปฏิกริยาต่อเนื่องแบบนี้ว่า Afterburn effect. ถ้าคุณทานอาหารทันทีหลังจากออกกำลังกาย….ร่างกายจะ “หยุดการเผาผลาญที่ไขมัน” แต่จะ หันไปเผาผลาญที่ อาหารอะไรก็ตามที่คุณหย่อนเข้าปากน่ะค่ะ

การออกกำลังกายดีหมดแหละค่ะ แต่คือ คนเรานั้นต้องการโฟกัสไม่เหมือน ตามทฤษฎีมันก็ประมาณนั้นค่ะ ….. แต่ ตามการทำจริงๆคือมันก็ไม่ได้หมายความว่า 30 นาทีของคุณเสียเปล่านะครับ ต้องแยกก่อน การ ” ลดน้ำหนัก ” กับ ” การลดไขมัน ” ต่างกันนะค่ะ คุณออกกำลังกาย 30 นาที แต่ถ้าทั้งวันแคลอรี่คุณติดลบ น้ำหนักมันต้องลดอยู่แล้วตามทฤษฎี แต่ มันคือน้ำหนักของอะไรที่ลด ไขมัน หรือ กล้ามเนื้อ หรือ น้ำ ? ไม่งงนะ คือ ถ้าเป้าหมายคุณคือการลด ” น้ำหนัก ” คุณออกกลังกาย 30 นาที คุณกินแคลอรี่น้อยกว่าที่ใช้ไปในแต่ละวัน ติดลบถึง 7000 แคลอรี่เมื่อไหร่ น้ำหนักคุณจะลดลง 1 กก

แต่ถ้าคุณต้องการลด “ไขมัน ” ….. การที่ร่างกายจะเอาไขมันมาใช้ได้ มันต้องรอให้ร่างกายหมดพลังงานที่เผาผลาญง่ายอย่างไกรโคเจนไปเสียก่อน มันถึงจะเอาไขมันมาเผาได้เต็มที่ในโซน HR fat burn คือ 30 นาทีขึ้นไป นั่นคือการดึงไขมันเน้นๆมาเผาผลาญในโซน HR ที่ต่ำ อย่างผมเนี่ยอ้วนมากๆ แต่ถ้าเราต้องการลดไขมันเน้นๆโดยไม่เสียมวลกล้ามเนื้อเพื่อคงระบบเผาผลาญไม่ให้ต่ำลง คุณควรจะเน้นออกกำลังกายด้วย คาดิโอ HR กลางๆค่อนไปต่ำอย่าง 60 – 70% ต่อเนื่องยาวนานถึง 60 นาที แต่ไกรโคเจนเอาไปใช้กับการเล่นเวทก่อนแล้วถึง 30 – 45 นาที พอมาคาดิโอ ไขมันแทบจะถุกนำไปใช้ได้ทันทีไม่ต้องรอ

ถ้าคุณจะออกกำลังกายแบบเน้นลด ” ไขมัน ” แต่ใช้เวลาแค่ 30 นาที ….. คุณจะทำอย่างไรให้ไกรโคเจนถุกใช้ไปจนร่างกายต้องนำไขมันมาเผาใช้ นั่นแหละ ง่ายมาก ตื่นนอนมาเช้าๆนั่นแหละร่างกายไกรโคเจนแทบไม่เหลือ คุรออกกำลังกาย 30 นาที ก็แทบจะเป้นการนำไขมันมาใช้เน้นๆแล้ว แต่ถ้าไกรโคเจนคุรเหลือเฟือ 30 นาทีนั้น แคลอรี่ใช้แน่นอน แต่ ไขมันยังไม่ถุกนำมาใช้ในสัดส่วนที่มากพอ เพราะร่างกายมีแหล่งพลังงานที่เพียงพออยู่แล้ว

การลดความอ้วน …. อาหาร สำคัญที่สุด ออกกำลังกายมันส่วนเสริม ถ้าอาหารไม่ครบ 5 หมู่ในสัดส่่วนที่พอเหมาะ ออกกำลังกายบางทีไม่ได้ช่วยอะไรค่ะ

3 เทคนิคยืดอายุการใช้งาน ยางรถยนต์ของคุณ

ยางรถยนต์

ยางรถยนต์ เป็นส่วนประกอบสำคัญของรถเพียงส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นถนน คอยขับเคลื่อนพาเราไปยังจุดหมายปลายทาง การเลือกยางให้เหมาะสมกับการใช้งาน ก็ยังช่วยให้เราขับปลอดภัยไปด้วย เราจึงจะต้องรู้ประเภทยางและเลือกยางรถให้เหมาะกับการใช้งาน วิธีต่อไปนี้เป็นวิธีที่จะดูแลยางของคุณให้อยู่ในลักษณะที่ดี

Read More

10 วิธีดูแลรถให้มีอายุการใช้งานยืนยาวนานขึ้น

รถยนต์ รถ

รถดี ๆ ที่เราใช้เวลาเก็บเงินตั้งนานกว่าจะซื้อมาเนี่ย บางคนรักยิ่งกว่าแฟนซะอีกนะ ดังนั้นถ้าเกิดใช้ได้ไม่นานก็พัง คงน่าเสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นก่อนที่รถของคุณจะเสียทั้ง ๆ ที่ยังใช้ได้ไม่เท่าไหร่ ก็ลองมาดูแลรถด้วยวิธีเหล่านี้กันดูเถอะครับ.

Read More

พบ 5 เคล็ดลับ ลดสารพิษ ในชีวิตประจำวัน

ลดสารพิษ มะเขือเทศ

วันนี้เรามีวิธีลดการตกค้างของสารพิษในร่างกายท่าน ด้วยไลฟ์สไตล์แบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดการกินและใช้น้ำยาต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสารเคมี หันมาเรียนรุ้การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากขึ้น.

Read More